จากลิเวอร์พูล สู่ ช่องเขาขาด ตอนที่ 3/5
คุณปู่ Cyril Lane ออกเดินทางจากลิเวอร์พูล มาทางแอฟริกาใต้ เข้าสู่อินเดีย และ ตอนนี้มาถึงสิงคโปร์
หลังจากที่เดินทางออกจากอังกฤษมาสิบสองสัปดาห์ และ ใช้ชีวิตในทะเลสามสัปดาห์ในทะเล เราตระหนักทันทีที่ถึงสิงคโปร์ว่าอีกไม่เกินสองสัปดาห์สงครามก็จะสิ้นสุดแล้วหล่ะตอนที่เรามาถึงและขึ้นจากเรือ แล้ว พลเรือนซึ่งส่วนใหญ่ผู้หญิงและเด็กๆ กำลังลงเรือและขนสัมภาระไปเท่าที่จะขนได้ และเราก็ได้ข่าวทีหลังว่าเรือลำน้ำเดินทางถึงออสเตรเลียอย่างปลอดภัย
พวกเราพักค้างแรมที่กระท่อมนอกเมืองและก็ย้ายออกในวันรุ่งขึ้นน อีกสองสามวันต่อมาที่ค่ายโดยทำลายโดยระเบิด อุปกรณ์ต่างๆ หายวับไปกับควัน พวกเราสามารถเอาของติดตัวมาได้เล็กน้อยในถุงนอนที่แบกไว้บนหลังต่อจากวันนั้นเราสถานี RAF ก็ถูกทิ้งร้าง เครื่องบนสองสามลำที่นั่นก็ออกเดินทางไปชวา นั่นก็หมายถึงว่าเราจะไม่มีแหล่งที่สนันสนุนเราได้ทั้งทางอากาศและทางเรือ
ต่อจากวันนั้นเราสถานี RAF ก็ถูกทิ้งร้าง เครื่องบนสองสามลำที่นั่นก็ออกเดินทางไปชวา นั่นก็หมายถึงว่าเราจะไม่มีแหล่งที่สนันสนุนพวกเราได้ทั้งทางอากาศและทางเรือ
มันเงียบมากแลยนะ ในสองสามวันแรก แต่ เหตุการณ์กับร้อนแรงขึ้น และ มันก็ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อญี่ปุ่นตัดน้ำจากแผ่นดินใหญ่ กระสุนเริ่มจะหมด ทุกอย่างดูเลวร้ายและหดหู่ยิ่งนักวันที่3 กุมภาพันธ์ ฉันก็สูญเสียเพื่อนหนึ่งในสิบสองคนในกลุ่มของเรา คนอื่นที่เหลือก็รู้สึกยากลำบากทีเดียวหล่ะ
วันต่อมาพวกเราตัดสินใจเราจะไปที่ชายฝั่งเพื่อแก้ปัญหานี้ แต่ความคิดนี้ก็ต้องหยุดชงักเมื่อผู้พันประจำสำนักงานใหญ่มาถึง เขาบอกว่าวิธีนี้มันเสี่ยงเกินไป เรามารู้ทีหลังว่าผู้พันรู้ว่าอะไรมันกำลังจะเกิดขึ้น
วันที่ 15 พวกเราก็ยังอยู่กันในจุดเดิมๆ คือ อยู่ท่ามกลางต้นยาง และพอตกเย็น ก็มีเสียงไซเรน ดังขึ้นสักห้านาที เพื่อเป็นสัญญานว่าสิงคโปร์ยอมจำนน พวกเราเดินผ่านกระท่อมไม้ เลยแวะนอนกันที่นั่นและมาตื่นอีกทีตอนเที่ยงวัน
วันต่อมาเราได้นอนแค่นิดเดียวในตลอดสิบสี่วันเรากินข้าวร่วมกันก่อนที่จะรวมตัวกันอีกที่ ทางตะวันตกของประเทศ ญี่ปุ่นให้พวกเราจัดขบวนพาเหรดเดินผ่านจุดสำคัญๆ ในเมือง โดยพวกญี่ปุ่นพกกล้องที่น่าจะเป็นกล้องใช้แล้วติดตัวไปหลายตัว
ฉันจำได้ว่าผ่านตึกหลายๆตึกที่ติดธงสวัสดิกะ คิดว่าน่าจะเป็นสถานทูตเยอรมันมาก่อน ผู้หญิงและผู้ชาย ยืนที่ระเบียงมองลงมา ฉันสงสัยนะว่าพวกเค้าคิดไงนะ ที่เห็นพวกเราเดินเป็นขบวนพาเหรดแบบนี้
หลังจากที่เดินสี่ไมล์ ก็มาถึงค่ายทหาร แชงกิ ที่นี่ใช้เป็นที่พักของผู้บาดเจ็บและผู้ป่วย เราต้องไปหาที่พักของเราเอง มีผ้าห่ม มีเตียงผ้าใบอยู่รอบๆนั้น เราต้องช่วยตัวไปหาอาคารไม้ ที่พื้นเปื้อนฝุ่น และก็มีรูรั่วบนหลังคา พวกเรายี่สิบคนย้ายเข้าไปอยู่ที่นี่ และ ที่นี่กลายเป็นบ้านพักของเราอีกเก้าเดือนต่อมา
ที่แชงกีน่าจะเป็นสถานที่ที่ดีมากสำหรับกองกำลังในยามสงบ มีทั้งสนามฟุตบอล และ อุปกรณ์กีฬาอื่นๆ ที่ยังมีเหลือให้เห็นตอนเราไปถึงที่นั่น และก็มีโรงหนัง มีอุปกรณ์สำหรับวงออเครสต้าเมื่อก่อนอุปกรณ์เหล่านี้คงถูกใช้ช่วงเย็นเท่าที่จะเป็นไปได้
สองสัปดาห์แรกเรา มีอาหารเพียงพอ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากออสเตรีเลีย เป็นอาหารกระป๋อง หลังจาก อาหารกระป๋องพร่องลง ข้าวกลายเป็นอาหารหลัก และเราก็ต้องอยู่กันแบบนี้ โชคดีที่ยังมีชาให้จิบบ้าง
สิ่งที่น่าแปลกใจมากสำหรับพวกเรา ที่เกิดขึ้นคือ ญี่ปุ่นยินยอมให้สภากาชาดจากอเมริกาใต้มาทอดสมอ เพื่อแจกจ่ายสิ่งของต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารกระป๋อง เสื้อผ้า รองเท้าบูท และหมวกสีน้ำตาล อันหลังนี่แหระเป็นที่ถูกใจ เราคงจะดูดีแน่เลยเมื่อเราสวมหมวกใบใหม่
อาหารทั้งหมดถูกลำเลียงไปที่คุกแชงกิ ที่ซึ่งพลเรือน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็กอยู่ที่นั่น พวกเราอยู่บนรถบรรทุกขับผ่านพวกเขา พวกเขาโบกมือให้เรา นี่เป็นการให้สัญญานใจกับพบเราอย่างหนึ่ง พวกเราก็โบกมือกลับ
