แผลใจ ไฟสงคราม

วันที่ 14 มกราคม 2558 ขณะที่หน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ นำทัวร์ที่กาญจนบุรี เราแวะที่สุสาน 'ดอนรัก' ฉันให้เวลานักท่องเที่ยวเดินที่สุสานดอนรักประมาณ ยี่สิบนาที หลังจากบรรยายบนรถแล้ว


สักพักคุณป้า 'อินกา' นักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน เดินมาหาฉัน ป้ารูปร่างไม่สูงนัก สัก 155 เซนติเมตร ไว้ผมบ๊อบสีดอกเลา เดินกระฉับกระเฉง แม้จะอายุ 78 แล้ว สายตาป้าแลดูเศร้า ๆ เหมือนจะครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ แต่น้ำเสียงนุ่มๆ พูดช้าๆ เนิบๆ แต่อบอุ่น

หน้าตาป้าจริงจัง หันหน้าเข้าหาฉัน มือสองข้างแต่บนไหล่ฉันแล้วถามว่า “เธอคิดว่า โลกนี้จะเกิดสันติภาพที่แท้จริงได้ไหม”

ป้ามาแปลกนะ แถมถามด้วยหน้าตาจริงจังมาก ฉันจึงตอบไปว่า ตราบใดที่ผู้นำยังมุ่งผลประโยชน์ส่วนตน หรือ เฉพาะประเทศของตน มากกว่าคำว่าเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ คงจะยากที่จะเกิดสันติภาพที่แท้จริง และแล้วนักท่องเที่ยวคนอื่นก็เดินกลับมาที่จุดนัดพบเมื่อถึงเวลานัด เราก็เลยจบบทสนทนาตรงนี้ เดินไปขึ้นรถกัน

พอบ่ายเราไปที่พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด ที่นี่ฉันยืมหูฟังที่มีเสียงบรรยายประกอบนิทรรศการ โดยเสียงภาษาอังกฤษนั้นเป็นเสียงของอดีตเชลยศึกที่ร่วมก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ปกติแล้วนักท่องเที่ยวมักใช้เวลาในพิพิธภัณฑ์ ประมาน 30 ถึง 50 นาที แล้วแต่ความสนใจของแต่ละบุคคล ก่อนจะเดินลงไปชมที่สถานที่จริงด้านล่าง เมื่อเวลาผ่านไปแค่เพียงห้านาที คุณป้า อินกา เดินออกมา จากห้องจัดแสดงมาหาฉัน ด้วยตาแดง ๆ เหมือนจะร้องไห้

ฉันถามป้าว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมไม่เดินชมด้านใน ป้าตอบฉันว่า

"ฉันทนดูต่อไปไม่ได้ น้ำตาจะไหล เธอไม่เคยอยู่ในประเทศที่มีสงคราม เธอคงไม่เข้าใจความรู้สึกของฉัน เธอรู้ไหมว่า เพราะสงครามโลกครั้งที่สอง ฉันสูญเสีย พ่อ แม่ รวมทั้งญาติผู้ใหญ่อีกหลายคน ในขณะที่ฉันยังเด็ก พี่น้องฉันต้องกระจัดกระจายกันไป และต่างดูแลตัวเองเพื่อความอยู่รอด” 

ฉันได้ฟังรู้สึกจุกขึ้นมาทีเดียว

สักพักฉันก็เดินไปกับป้า ลงไปที่ช่องเขาขาด เราค่อย ๆ เดินลงไป สักครู่ก็มีคนอื่นในกลุ่มเราเดินตามมาสมทบใจก็อยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวป้า แต่ก็ยังไม่สบโอกาสส่วนตัวที่จะคุยกับป้า

พอเราเดินมาถึงจุดที่เป็นทางรถไฟที่ทำจำลองให้พอเห็นภาพ เดินไปสักหน่อยมีต้นไม้ขึ้นขวางกลางทางเดิน ป้าหันมาพูดกันฉันว่า
“ฉันว่าต้นไม้ต้นนี้เกิดขึ้นมาตรงนี้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าหยุดสร้างเถอะ หยุดการเข่นฆ่ามวลมนุษยชาติเสียทีเถอะ”

เราค่อย ๆ เดินกันไปพร้อมกับฟังเสียงบรรยายจากเทปบรรยายจากหูฟังที่ทางพิพิธภัณฑ์จัดให้ แล้วเราก็กลับมาที่พิพิธภัณฑ์ ก่อนสี่โมงเย็นเล็กน้อย อันเป็นเวลาที่พิพิธภัณฑ์ปิด เพื่อเราจะเอาหูฟังมาคืน

ในวันรุ่งขึ้นเราไปเที่ยวน้ำตกเอราวัณกัน คนอื่นในกลุ่มปีนกันขึ้นไปชั้นบน คุณป้าไปไม่ไหว ฉันปล่อยให้คนอื่นเดินไปกันเอง และใช้เหตุผลว่า ฉันจะนั่งเป็นเพื่อนป้า หรือ พาเดินตรงทางราบ ไม่ต้องเป็นห่วง แต่ความจริงน่ะ ฉันหาโอกาสคุยต่อเพื่อเก็บข้อมูลมาเขียน

ป้าเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้น เยอรมันมีการแบ่งเป็นตะวันออกและตะวันตกแล้ว บ้านป้าอยู่ที่เยอรมันตะวันออก ครอบครัวของป้าเป็นเจ้าของฟาร์มซึ่งอยู่ต่างจังหวัด ตอนนั้น กำลังมีสงครามโลกครั้งที่สอง ป้าอายุประมาณสักหกขวบ คนทางฝากตะวันออกก็อยากจะหนีไปทางตะวันตกกัน แต่ฮิตเลอร์ไม่ยอม และ ยืนยันว่าเยอรมันจะต้องชนะสงคราม

"ฉัน คุณแม่ คุณยาย และ พี่น้องอีกสามคน เดินกันจากตำบลหนึ่ง สู่อีกตำบลหนึ่ง ผ่านไปหลายตำบล เพื่อขออาหารกินกัน ในท่ามกลางฤดูหนาว หิมะก็ตก คุณแม่ฉัน ทั้งหิว และ หนาว ล้มป่วยลงระหว่างทาง ไม่มีหมอ สุดท้ายคุณแม่ตายระหว่างทาง

"คุณยายผู้น่าสงสาร พาหลานทั้งสี่ เดินต่อไป จนไปถึงบ้านคุณปู่คุณย่า แต่คุณปู่คุณย่าเสียชีวิตในสงคราม แต่อย่างน้อยก็ทำให้เรามีที่ซุกหัวนอนที่บ้านของท่าน และ ต่อมาเมื่อฉันอายุสิบสี่ คุณยายก็มาเสียชีวิตลงอีก ตอนนั้น น้องสาวฉันอายุประมานแปดขวบ พี่ชายอายุสิบห้า ส่วนน้องชายอีกคนก็น้อยกว่าฉันหนึ่งปี

"ตอนนั้นเยอรมันถูกแบ่งเป็นตะวันออกและตะวันตกแล้วแต่ยังไม่มีกำแพง พวกเราอยากหนีไปทางตะวันตกเพราะทางตะวันออกที่เราอยู่กันไม่เจริญ ตอนนั้นต้องใช้ใบอนุญาติและต้องมีตั๋วรถไฟ ฉันและน้องสาวมีแต่ตั๋วรถไฟ นายตรวจปล่อยให้พวกเราสองคนผ่านไปโดยไม่ได้สังเกต คงเป็นเพราะเห็นว่าเราเด็ก

"และแล้วเราก็มาถึงกรุงเบอร์ลินในเวลาค่อนข้างมืดละ เราต้องหาที่พักในคืนนั้นก่อน ฉันมีเงินติดมาเล็กน้อย ฉันบอกให้น้องนั่งรถตรงนั้นแล้วก็เดินไปแลกเงิน น้องสาวฉันกรีดร้อง ด้วยความกลัวว่าฉันจะไม่กลับมารับเธอ

"นั่นก็เลยทำให้พวกผู้ใหญ่เข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้นและก็แนะนำที่พักให้พวกเรา และในที่สุดทางรัฐบาลก็จัดให้เราไปอยู่โรงเรียนประจำ แต่ขณะนั้นประเทศไม่มีงบประมานมากพอที่จะให้ฉันได้เรียนจนจบ แต่ให้อยู่ได้แค่อายุสิบห้า

"หลังจากนั้นฉันต้องออกจากโรงเรียนประจำ มาหางานทำ และให้น้องสาวฉันอยู่ต่อที่โรงเรียน โชคดีว่าฉันมีเงินของครอบครัวติดตัวมาบ้างนะ และแล้วฉันก็มาเจอพี่ชายที่หนีมาทางตะวันตกก่อนเพื่อมาขอทำงานที่ฟาร์มของป้าฉันเอง ส่วนน้องชายฉันยังอยู่ทางตะวันออก ทำงานที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์บริเวณใกล้ๆ กำแพง

"วันหนึ่งน้องชายฉันเอาเชือกผูกวัวเข้าด้วยกัน และซ่อนตัวอยู่ระหว่างวัว ผ่านชายแดนมา จนเราได้พบกัน แต่สุดท้ายน้องชายฉันก็หนีกลับไปทางตะวันออก เพราะเค้าไม่ชอบชีวิตในเมืองใหญ่อย่างเบอร์ลิน เขาชอบชีวิตสงบ เรียบง่าย มีครอบครัวเล็ก ๆ ที่อบอุ่น และเขาก็ได้อย่างที่เขาปรารถนานะ

"ไม่นานหลังจากนั้นเราก็เจอพอของเราซึ่งถูกเกณฑ์ไปรบที่ฝรั่งเศส และกลับมาที่เยอรมันตะวันตก เราเจอพ่อไม่ถึงปีนะ พอก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุขับรถชนเสาไฟฟ้า แต่พี่ชายฉันบอกฉันว่า เขาคิดว่าไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่พ่อน่าจะตั้งใจฆ่าตัวตาย พ่อดูซึมเศร้า กลับจากสงคราม สูญเสีย พ่อแม่ เมีย และบ้าน พ่อน่าจะรับสภาพไม่ได้

"น้องสาวฉันหลังจากเรียนจบก็ได้แต่งงานกับเศรษฐี สุขสบายนะ แต่เธอไม่ค่อยมีความสุข เธอโหยหาความรัก เนื่องจากเธอสูญเสียพ่อแม่ไปตอนเธอเล็กมาก และก็ต้องอยู่โรงเรียนประจำมาตลอด แต่เธอก็ไม่กล้าจะหย่ากับสามี เพราะเกรงว่าจะไม่มีใคร สุดท้ายเธอเสียชีวิตจากการดื่มจัดและสูบบุหรี่จัดด้วย

"วันหนึ่งน้องเขยฉันโทรมาว่าน้องสาวฉันเสียชีวิต ฉันบึ่งมาหาเธอ เธอนอนฟุบที่โต๊ะ ในมือยังกำแก้วเหล้าอยู่เลย ส่วนฉันก็หาทุนได้มาเรียนต่อเป็นหมอฟัน และ ก็มาพบรักกับหนุ่มวิศวกร และก็แต่งงานกันในที่สุด และฉันก็ย้ายมาอยู่ที่ซิดนีย์เมื่อสักสี่สิบปีที่แล้ว ตอนนั้น เพื่อนของสามีมาทำงานที่ซิดนีย์เชิญครอบครัวเราไปเที่ยว ฉันมีลูกคนหนึ่งชายคนหนึ่งแล้วนะตอนนั้น

"พอเราไปถึงที่นั่น ลูกชายฉันไม่อยากกลับ รบเร้าว่าอยากเรียนหนังสือที่ออสเตรเลีย บังเอิญตอนนั้นฉันกับสามีก็ได้งานพอดี ตอนนั้นฉันเป็นหมอฟันผู้หญิงคนแรกในเมืองนั้นเลยนะ ในยุคนั้นออสเตรเลียยังไม่เจริญ ยังเป็นประเทศใหม่ ขณะที่เยอรมันมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีอย่างมาก เราสองสามีจึงได้งานดีเงินดีที่นั่น ประกอบกับ ตอนนั้นบริเวณเมืองที่เราอยู่ที่ทางเยอรมันตะวันออกนั้น ผู้คนหมดอาลัยตายอยากนะ เวลาเราเดินผ่านแต่ละบ้าน จะมีผู้หญิงยืนเกาะหน้าต่าง สายตาเหม่อ บ้างก็นั่งเย็บปักถักร้อยไปวัน ๆ ฉันคุยกับสามีว่า นี่หรือชีวิตที่นี่ มันหดหู่และดูไร้ซึ่งอนาคต เราจึงตัดสินใจอยู่ที่ซิดนีย์ เป็นการถาวรตั้งแต่นั้นมาจนปัจจุบัน

"ลูกฉันมีความสุขกับการเรียนที่ออสเตรเลีย เพราะว่าตอนที่เขาเรียนที่เยอรมัน คุณครูซึ่งผ่านชีวิตสงครามมาหมาด ๆ มาสอนเด็กแบบเครียด ๆ กดดันมาก ทุกอย่างมีระเบียบวินัยราวกับในค่ายทหาร ทุกวันก่อนลูกไปโรงเรียนจะปวดท้องทุกวัน ขณะที่มาเรียนที่ออสเตรเลียอาการนั้นหายไปหมดสิ้น

"แต่สุดท้ายนะ ฉันก็หย่าขาดกับสามีฉันตอนลูกโตแล้ว เพราะฉันรู้สึกว่าเขาเอาเปรียบฉัน และฉันได้พบรักกับสามีคนปัจจุบันในเวลาต่อมา เขาดีกับฉันมาก

"ตอนนี้เธอเข้าใจฉันหรือยังว่าทำไม ฉันจึงรู้สึกหดหู่มากตอนที่เข้าไปพิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด

"สงครามไม่เคยปรานีใคร แม้วันเวลาจะผ่านมาเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว แต่ภาพที่คุณแม่ฉันตายไปต่อหน้าต่อตา ภาพที่คุณยายฉันเสียชีวิต พูดตรง ๆ นะ ฉันจำไม่ได้เลยนะว่าตอนนั้นใครช่วยพวกเราจัดการเรื่องศพให้คุณยาย ฉันยังเด็กมาก และ พวกเราพี่น้องก็ต้องกระจัดกระจายแยกกันอยู่คนละทาง"
คุณป้า จบบทสนทนาตรงนี้

ฉันได้แต่นั่งฟังอย่างสงบ และ ก็อดจะกอดคุณป้าอินกา เพื่อปลอบใจไม่ได้ เมื่อเห็นน้ำตาคุณป้าซึมๆ ออกมา เป็นประสบการณ์จริง ที่คุณป้า อินกา ที่ฉันได้ขออนุญาติคุณป้ามาเล่าแบ่งปันกับเพื่อนๆ

ป้ายกำกับ

แสดงเพิ่มเติม