คืนอันระทึก
ปังๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น ในค่ำคืนหนึ่ง ปี 2015 พร้อมกับเสียงตะโกน
“พี่ไกด์ ๆ ครับ ลูกค้าพี่ป่วยครับ”
ฉันคิดว่าฉันฝัน เพราะขณะนั้นเป็นเวลาตีสอง สักพัก มีเสียง ปังๆ ดังอีกครั้ง คราวนี้ ตามมาด้วยเสียงคนที่คุ้นเคย เธอเป็นไกด์จากบริษัทเดียวกับฉัน
“น้องหลี ตื่นเร็วๆ ลูกค้าน้องหลีเบาหวานขึ้น ไปๆ ไปดูกัน”
นั่นแหละ ทำให้ฉันเด้งขึ้นจากเตียงอย่างไม่ลังเล
ฉันรีบสาวเท้าเดินไปกับพี่คนนั้น ไปยังห้องของลูกค้า เราอยู่ที่ โรงแรมจังเกิลราฟท์ เป็นโรงแรมซึ่งสร้างบนแพไม้ไผ่ ไม่มีไฟฟ้าใช้ มีแต่ตะเกียงน้ำมันก๊าด
พอเราไปถึงหน้าห้อง ประตูห้องถูกแง้มเอาไว้ ลูกค้าเป็นสองสามีภรรยา ชาวอังกฤษ ชื่อจอห์น อายุ 61 ปี รูปร่างผอม สูงโปร่งหัวเถิดเล็กน้อย และ มากาเร็ต รูปร่างแบบบาง ตัวเล็กๆ ผมสีบลอนด์ยาวประไหล่ อายุ58 ปี ฉันยังจำได้ดี
จอห์นไข้ขึ้นสูง และ เพ้อ
“ผม อยู่ที่ไหน คุณเป็นใคร และ เรามาทำอะไรกันที่นี่“
ฉันตอบ
"จอห์น นี้หลีนะ เป็นไกด์ของคุณ จำได้ไหม เราอยู่ที่กาญจนบุรี ประเทศไทย"
ขณะนั้น ภรรยา หยิบเครื่องวัดระดับน้ำตาลออกมาวัด พบว่าระดับน้ำตาลต่ำ และเอายาให้จอห์นกิน ฉันรู้สึกกังวลใจว่าจะทำอย่างไรดี เพราะถ้าอาการหนัก ต้องส่งโรงพยาบาลหล่ะก็ เราต้องเอาลงเรือหางยาวล่องไปบนแม่น้ำแควที่ลึก กระแสน้ำเชี่ยว และ เย็นยะเยือก ท่ามกลางบรรยากาศอันมืดมิด สองข้างทางคือ ป่าและหน้าผา และต่อจากนั้นต้องนั่งรถเข้าไปโรงพยาบาลในเมือง ภาพในหัวปรากฎขึ้น ตายหล่ะหว่า
"ตูว่ายน้ำไม่แข็ง แต่จะไม่ช่วยลูกค้าได้อย่างไร"
ความเครียดบังเกิด
พี่ไกด์ที่เดินมากับฉัน ชื่อพี่ก้อนทอง เธอเป็นไกด์มานาน เธอบอกฉันว่าใจเย็นๆ แล้วเธอก็เดินไปเอาสไปรท์ และ น้ำตาล ของโรงแรม มาป้อนจอห์น
ระหว่างที่รอ พี่ก้อนทอง ฉันขออนุญาติ มากาเร็ต นวดศีรษะให้จอห์น โดยฉันใช้เทคนิคที่จำมาจากหมอนวดแผนไทย คือ นวดไปที่ต้นคอ ท้ายทอย ขมับ รอบๆ ดวงตาแล้วลากมาที่กกหู ดึงใบหูเบาๆ ฉันใช้เทคนิคนี้นวดตัวเองบ่อยๆ เวลาที่ปวดหัวไมเกรน
ขณะที่นวดจอห์นไป ในใจฉันก็กังวล มือก็เย็นเฉียบ ความกลัวบดบังสติไปหมดสิ้น ฉันจึงสวดมนต์ในใจ
“อิติ ปิโส ภะคะวา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชาจารณะสัมปันโน สุขคโต โลกะวิทู อนุตะโร ปุริสธรรมาสาระถี สัทธา เทวามานุสานัง พุทธโธภะคะวาติ”
ท่องวนไป สลับกับแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรของจอห์น ขอให้จอห์นหายเป็นปกติ และเดินทางกับเราอย่างราบรื่น จนเดินทางกลับถึงอังกฤษ
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงโดยประมาณ ไข้ทุเลาลง จอห์นเริ่มง่วง เราจึงขอตัวออกไป
“ตอนนี้เธอพักผ่อนก่อนนะ ถ้ามีอะไรเรียกฉันได้ตลอดนะ มากาเร็ต“
ฉันบอกเธอก่อนเดินออกจากห้อง เพื่อให้เธออุ่นใจ
คราวนี้ฉันเองเป็นคนที่นอนไม่หลับ เดินมานั่งคุยกับผู้จัดการ โรงแรม จนเกือบตีห้า เข้าไปงีบได้สองชั่วโมง พอเจ็ดโมงเช้า ลูกค้ายี่สิบกว่าคน อยู่ที่ห้องรับประทานอาหารเช้า ยกเว้นจอห์นกับมากาเร็ต ฉันเร่งฝีเท้าไปที่ห้องของจอห์น ภาพที่เห็นคือ จอห์นกำลังนั่งอ้วก ที่ถังขยะในห้อง พอเงยหน้าเห็นฉัน จอห์นบอกอยากไปนั่งตรงโปะซึ่งเป็นทุ่นไม้ไผ่หน้าห้อง เพื่อสูดอากาศปลอดโปร่ง
”จอห์น อย่าไปริมนักนะ น้ำแรงและเย็นมาก ฉันกลัวเธอจะเวียนหัวแล้วตกลงไป”
แต่จอห์นก็ยืนกรานว่าไม่เป็นไร สามารถประคองตัวได้ ฉันจึงบอกให้ภรรยาเขามาดูแลใกล้ๆ แล้วฉันเดินไปเอาถาดอาหารเช้ามาให้ทั้งสองคน
แล้วก็ถึงเวลาเดินทาง ไปจุดต่อไป เรานั่งเรือหางยาวเพื่อมาขึ้นรถบัสมุ่งหน้าไปสุโขทัย ฉันถามจอห์นว่า อยากไปหาหมอไหม เราจะต้องเดินทางอีกนาน แวะหาหมอที่กาญจนบุรี ก่อนเดินทางจะสะดวกกว่าไปหาระหว่างทาง จอห์นบอกว่าไม่เป็นไร เขาดีขึ้นแล้ว แต่ระหว่างทางหน้าจอห์นซีด มือเย็นๆ ห่มผ้าตลอดทาง ฉันอดกังวลไม่ได้ คอยดูทุกๆ ครึ่งชั่วโมง
ในที่สุด เราก็เดินทางมาถึงสุโขทัยในช่วงบ่ายประมานสี่โมงเย็น จอห์น บอกว่า อยากเลี้ยงอาหารเย็นเพื่อขอบคุณที่ฉันดูแลเขา และ ภรรยา ภรรยาจอห์นแพ้ กลูเตนและถั่วเหลือง ทุกมื้ออาหารฉันก็ต้องคอยไปถามเชฟ เพื่อให้มั่นใจว่าเมนูไหนไม่มีส่วนผสมวัตถุดิบที่มากาเร็ตจะแพ้ ฉันบอกจอห์น ว่าไม่ต้องห่วงนะ ไม่ต้องเลี้ยงหรอก มันเป็นหน้าที่ แค่ลูกค้าสบายดี เราก็มีความสุขแล้ว
ฉันนัดลูกทัวร์ 25 คนที่ห้องอาหารของโรงแรม แห่งหนึ่งที่สุโขทัย เวลาหนึ่งทุ่ม เพื่อรับประทานอาหารเย็น พอถึงเวลาเกือบสองทุ่ม รีเซฟชั่นโทรหาฉันบอกให้ฉันเดินไปที่รีเซฟชั่นหน่อย
ลูกทัวร์ คู่แม่ลูก คู่หนึ่ง ยืนอยู่ตรงนั้น กำลังอารมณ์เสีย เหตุเกิดเพราะห้องเธอโดนงัด ลูกค้าโวยวายจะไปโรงพัก ฉันอธิยายลูกค้าให้ใจเย็นก่อน เราไม่ต้องไปโรงพักแต่เราจะเชิญตำรวจมาสอบสวนที่เกิดเหตุเลย วันนั้นเป็นคืนวันลอยกระทง คนพลุกพล่านมาก เมื่อตำรวจมาถึง ขอดูกล้องของโรงแรม ก็มองไม่เห็นประตูห้องของลูกค้าจากกล้องเพราะถูกบังด้วยต้นไม้ ได้แต่ทำบันทึกประจำวันให้
ลูกค้าให้การกับตำรวจ โดยฉันเป็นล่ามให้ว่า ระหว่างเธอและลูกสาวออกไปรับประทานอาหารเย็น เธอเสียบสายชาร์จกล้องถ่ายรูปไว้สองเครื่อง และ ทิ้งกระเป๋าถือซึ่งมีพาสปอร์ตและกระเป๋าสตางค์อยู่ และโจรงัดห้องที่ถูกล็อกเอาไว้ เอาทุกอย่างไป เหลือสายชาร์จกล้อง ไว้ดูต่างหน้าแค่นั้น
ฉันโทรไปรายงานเจ้าของบริษัททัวร์ วันนั้นเป็นวันศุกร์ ทางเจ้าของบริษัทแจ้งลูกค้าว่าจะพาไปทำพาสปอร์ตใหม่ที่สถานทูตอังกฤษ แบบเสร็จในวันเดียว ซึ่งมีค่าธรรมเนียมของสถานทูต 5 พันบาทต่อคน เสาร์อาทิตย์ เรายังสามารถเดินทางต่อเพราะ เรามีสำเนาพาสปอร์ตของลูกค้าทุกคน
พอตำรวจกลับ ฉันต่อรองกับรองผู้จัดการ โรงแรมที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ให้คุยกับผู้บริหารเพื่อขอค่าชดเชยเป็นค่าธรรมเนียมในการทำพาสปอร์ตใหม่ คนละ 5 พันบาท ทางรองผู้จัดการบอกว่า ผู้จัดการไปต่างประเทศ ฉันตอบไปว่า ถึงอย่างนั้นก็เถอะ จะต้องมีผู้มีอำนาจตัดสินใจแทนได้แน่นอน ก็ให้ลองไปติดต่อคนๆ นั้นก่อน
วันรุ่งขึนเราจะต้องเดินทาง ไปอุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย ฝนตกพรำๆ ทุกคนขึ้นรถหมดแล้ว เหลือสองแม่ลูกกับเรา อยู่ที่ห้องการเงินเพื่อทำเรื่องรับเงินชดเชย พอรองผู้จัดการพิมพ์เอกสารเสร็จเพื่อให้ลูกทัวร์ลงนามรับเงิน พิมพ์ไม่ได้เนื่องจากระบบเนทเวิร์ก ขัดข้อง เราบอกงั้นเอากระดาษมาเราจะเขียนให้ลูกค้าเซนต์เอง พอเขียนเกือบจะเสร็จ เนทเวิร์กใช้ได้ สั่งปริ้นท์ออกมาได้ ความพยายามที่จะช่วยลูกค้าก็สำเร็จลง
เมื่อฉันจบทัวร์ครั้งนั้น ทางบริษัทแจ้งเอเย่นต์ว่าที่ลูกทัวร์คู่แม่ลูกซื้อมาฝากให้รางวัลฉันมา หนึ่งพันบาท ส่วนตัวลูกทัวร์นั้นให้สามีโอนเงินมาที่บริษัท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ เธออีเมล์มาบอกฉันว่าเธอแจ้งทางเจ้าของบริษัทว่า เงินที่โอนมาส่วนที่เหลือจากค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้โอนให้ฉัน แต่ฉันไม่ได้ในส่วนหลังนี้หรอก และก็ไม่ได้สนใจ
กรุ๊ปทัวร์ครั้งนี้เป็น กรุ๊ปทัวร์กรุ๊ปแรกที่เป็นบัส ของฉัน ไปเส้นทางภาคเหนือจนถึงเชียงราย แล้วบินกลับ ปกติฉันจะทำเป็นกรุ๊ปเล็กๆ โดยใช้รถตู้ และ กรุ๊ปส่วนตัวในกรุงเทพฯ และ ปริมณฑล ในหนึ่งปีแรกที่ทำงานไกด์แบบเต็มตัว และกรุ๊ปนี้เป็นเป็นที่สองของการทำงานไกด์เต็มตัว และเป็นครั้งที่สามที่ไปภาคเหนือ สองครั้งแรกเป็นรถตู้ สองคัน รวมกันประมาน คันละไม่เกิน7คน ทั้งหมดจะไม่เกิน14คนต่อกรุ๊ป
ยอมรับว่าเป็นความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลย เงินรางวัลนั้นไม่สำคัญเท่าไร เป็นแค่สัญลักษณ์บอกว่า รับรู้ในการกระทำ
สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือ การผ่านเหตุการณ์แบบนั้น และ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าผ่านไปได้ ลูกทัวร์ปลอดภัยและมีความสุข
สติ....สำคัญที่สุดเมื่อมีปัญหาเฉพาะหน้า