หลักการและเทคนิคการพิจารณาชีวิตตามความเป็นจริง

แนวคิดพิจารณาความเป็นจริง (reality therapy) ของกลาสเซอร์ (Glasser, 1965) มีจุดมุ่งหมายในการที่จะช่วยให้บุคคลรู้จักพิจารณาความเป็นจริง ให้มีความเข้มแข็งที่จะยืนหยัดอยู่ได้ด้วยกำลังใจของตนเอง และสามารถตอบสนองความต้องการของตนเองในวิถีที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น รู้จักความต้องการมีความสามารถในการประเมินพฤติกรรม อันเป็นอุปสรรคของความก้าวหน้าในชีวิตตนได้ ตลอดจนรู้จักกำหนดเป้าหมาย วางแผนเพื่อการเปลี่ยนแปลงตนเองและมีการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ 
หลักการที่สำคัญ
  1. การมีความรับผิดชอบในการตอบสนองความต้องการของตน (responsibility)
  2. การยอมรับความเป็นจริงเมื่อเผชิญกับปัญหา (reality)
  3. มีความถูกต้องในการประเมินพฤติกรรมของตน (right) (Glasser, 1965)
หลักการของแนวคิดพิจารณาความเป็นจริงเน้นการใช้เหตุผลในการพิจารณาพฤติกรรมปัจจุบันของบุคคล เพื่อให้สามารถพัฒนาพฤติกรรมของตนให้มีประสิทธิภาพ ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่น เป็นมิตร การให้การยอมรับและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (พงษ์พันธ์ พงษ์โสภา, 2543) ซึ่งทฤษฎีดังกล่าว สามารถใช้ได้ดีกับผู้ที่มีปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรม เช่น ผู้ที่ขาดกำลังใจในการเผชิญกับปัญหา ไม่กล้ารับผิดชอบที่จะมุ่งมั่น อดทนในการแก้ปัญหา ผู้ที่รู้สึกว่าไม่มีใครรักไม่มีใครต้องการ รู้สึกโดดเดี่ยว ชีวิตไม่มีค่าทั้งต่อตนเองและสังคม รวมทั้งผู้ที่ไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่นได้ (เกษณี คำจันทร์, 2546)
ทฤษฎีตามแนวคิดพิจารณาความเป็นจริง มีหลักการสำคัญที่ว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีความต้องการพื้นฐานทางด้านจิตใจที่สำคัญคือ ความต้องการมีเอกลักษณ์ (identity)ได้แก่
1. เอกลักษณ์แห่งความสำเร็จ (success identity) เป็นลักษณะของบุคคลที่มองเห็นว่าคนตอบสนองความต้องการของตนได้ เห็นคุณค่าในความเป็นมนุษย์ของตนและผู้อื่น มีสายสัมพันธ์ที่ดี สามารถให้แบะรับความรักจากคนอื่นได้ มีพลังในการจัดการกับสิ่งต่างๆ มีความรับผิดชอบ มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองสูง สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. เอกลักษณ์แห่งความล้มเหลว (failure identity)เป็นเอกลักษณ์ของบุคคลที่มองตนเองทางลบ เนื่องจากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาบุคคลไม่สามารถสร้างสายใยแห่งความรักและสร้างสายสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดได้ รู้สึกว่าตนเองไม่เป็นที่ต้องการของใคร ไม่เห็นคุณค่าของตน ไม่รับผิดชอบต่อตนเอง ไม่มีความหวังในการดำเนินชีวิต มักปฏิเสธหรือบิดเบือนความเป็นจริง มีความรู้สึกคุณค่าในตนเองต่ำ

หลักของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาตามแนวคิดพิจารณาความเป็นจริง (Glasser, 1965)

  1. มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล และมีความรับผิดชอบในชีวิตของตนเองสามารถตัดสินได้ด้วยตนเอง มีแรงจูงใจที่จะประสบความสำเร็จและมีความสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น 
  2. การยอมรับความเป็นจริงเมื่อเผชิญกับปัญหา (reality)
  3. มนุษย์มีความต้องการทางด้านจิตใจทั้งการได้รับความรักและมีโอกาสให้ความรักแก่ผู้อื่น และรู้สึกว่าตนเองเป็นบุคคลที่มีคุณค่าต่อตนเองและผู้อื่น
  4. มนุษย์ต้องการมีเอกลักษณ์เฉพาะตนต้องการที่จะมีความรู้สึกว่าตนมีลักษณะบางอย่างที่แตกต่างจากคนอื่น และจะไม่พบใครที่มีความคิด การกระทำ และการพูเหมือนตนเอง
  5. มีแรงจูงใจที่สำคัญในการแสดงพฤติกรรม คือการพยายามตอบสนองความต้องการภายในของตนเอง
  6. เมื่อบุคคลได้รับความรักและมีโอกาสให้ความรัก จะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
  7. เพื่อคงความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองและผู้อื่นไว้ไม่ว่าจะได้รับความรักหรือไม่บุคคลจะพยายามคงพฤติกรรมที่ทำให้ได้รับความพอใจไว้ด้วยการเรียนรู้ที่จะแก้ไขตนเอง เมื่อทำผิดจะมีการประเมินพฤติกรรมของตนเอง และพัฒนาตนเองให้พ้นจากสภาพที่ไม่ต้องการ
  8. เมื่อบุคคลคับข้องใจในการตอบสนองความต้องการ เขาจะหลีกหนีความเป็นจริงรอบๆตัว ด้วยการปฏิเสธ หรือไม่รับรู้สิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง
  9. คนที่มีสุขภาพจิตดี คือ ผู้ที่มีความรับผิดชอบในการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของชีวิต มีเอกลักษณ์ของตน มีจุดมุ่งหมายใน

บุคคลจะพัฒนาตนเองไปสู่การมีเอกลักษณ์แห่งความสำเร็จ ต้ององค์ประกอบของพฤติกรรม 3 ประการ ดังนี้คือ

1. ความรับผิดชอบ (responsibility) ความรับผิดชอบเป็นความสามารถของบุคคลที่จะตอบสนองต่อความต้องการของตนเองโดยไม่ขัดขวางต่อการตอบสนองความต้องการของคนอื่น บุคคลเกิดความรับผิดชอบได้เมื่อเขาเรียนรู้และยอมรับว่า ตัวเขาเองเท่านั้นที่จะเป็นผู้รับผิดชอบต่อการกระทำของตน ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงการกระทำของเขาได้นอกจากตัวเขาเอง
2. ความเป็นจริง (reality) การกล้าเผชิญความเป็นจริง พิจารณาสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริงและตระหนักถึงความเป็นจริงที่ว่า เขาสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตนเองได้ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ ก็ตาม การช่วยให้เขาสามารถเผชิญกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ และช่วยให้เขาเกิดความเข้าใจว่าการคิดถึงอดีตไม่ใช่หนทางในการแก้ปัญหา แต่เป็นข้ออ้างที่บุคคลจะไม่ยอมเผชิญกับความจริงในชีวิตประจำวัน
3. ความถูกต้อง (right) การประเมินความถูกต้องของพฤติกรรมปัจจุบันของบุคคลและการพิจารณาผลที่ตามของพฤติกรรม จะช่วยให้บุคคลมองเห็นการกระทำของตนเองชัดเจนขึ้น และส่งผลให้บุคคลยอมรับที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนได้ง่ายขึ้น ดังนั้นการช่วยให้บุคคลสามารถที่จะเรียนรู้ประเมินค่าหรือความถูกต้องของพฤติกรรมในปัจจุบันของตนเอง และพิจารณาผลที่ตามมาของพฤติกรรม เพื่อช่วยให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนไปในทางที่สามารถตอบสนองความต้องการของตนได้มากขึ้น

เทคนิคพิจารณาความเป็นจริง หลักสำคัญ 8 ประการ ซึ่งมีลำดับขั้นที่มีความสัมพันธ์และเกี่ยวเนื่องกันตลอด มีดังนี้

1. การสร้างสัมพันธภาพ (involvement) หลีกเลี่ยงการโต้เถียงที่จะทำให้เกิดการต่อต้านและไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาสัมพันธภาพ ควรหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ การพูดดูถูก การค้นหาข้อผิดพลาด และหลีกเลี่ยงการยอมรับข้อแก้ตัว สร้างมุมมองในแง่บวก สร้างความรู้สึกกระตือรือร้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงกระตุ้นและกำลังใจ และมีการสร้างขอบเขต ซึ่งการมีข้อจำกัดในการสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้นำกลุ่มและสมาชิกกลุ่ม ควรมีการกำหนดไว้ชัดเจนตั้งแต่ระยะแรกของการเข้ากลุ่ม การที่ผู้นำกลุ่มสามารถใช้ทักษะพื้นฐานดังกล่าวอย่างเหมาะสม
2. การเน้นพฤติกรรมปัจจุบัน (focus on present behavior) แนวคิดพิจารณาความเป็นจริงมีการให้ความสำคัญกับพฤติกรรม เพราะพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากความต้องการเติมเต็ม ความต้องการของตนเอง ซึ่งหมายถึง การกระทำ ความคิด ความรู้สึก สิ่งที่จะทำได้คือการเปลี่ยนแปลงปัจจุบันและอนาคต โดยให้บุคคลพิจารณาเกี่ยวกับความต้องการที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งที่จำเป็น 5 ประการคือ ความรัก (love) ความต้องการเป็นเจ้าของ (belonging) อำนาจหรือการสัมฤทธิ์ผล (power) ความสนุกสนาน (fun) ความเป็นอิสระ (freedom) และการมีชีวิตอยู่รอด (survival)
3. การประเมินคุณค่า (value judgement) มีการพิจารณาถึงพฤติกรรมที่ตนเองกระทำอยู่และผลที่ตามมาขอพฤติกรรมนั้น และประเมินพฤติกรรมว่าเป็นประโยชน์หรือไม่ นำไปสู่ความสำเร็จหรือล้มเหลว และพฤติกรรมเหล่านั้นสามารถสนองความต้องการได้หรือไม่ เป็นพฤติกรรมที่รับผิดชอบหรือไม่ มีการสำรวจและประเมินพฤติกรรมของตนเอง โดยการประเมินใน 6 ส่วน คือ
3.1 เป้าหมายพฤติกรรม ประเมินได้ว่าสิ่งใดคือจุดมุ่งหมายที่สำคัญและดีที่สุดสำหรับตนเอง
3.2 การกระทำที่เจาะจง
3.3 ความต้องการ พิจารณาความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมของความต้องการ
3.4 จุดมุ่งหมายอันใหม่ที่มีความเป็นไปได้และมีความพึ่งพอใจที่เกิดขึ้น
3.5 แผนการ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายใหม่ ก็จะถูกกระตุ้นให้สร้างแผนใหม่ทดแทนเพื่อให้สมาชิกเรียนรู้การปฏิบัติไปทีละขั้นตอนและนำไ
3.6 การลงมือกระทำตามแผนและผลที่ได้รับ
4. การวางแผนเพื่อการกระทำ (positive plan to active) ประเมินพฤติกรรมของตนเองและตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้น พิจารณาทางเลือกต่างๆ เพื่อหาพฤติกรรมที่สามารถตอบสนองความต้องการของเขาได้ และมีการวางแผนที่มีปะสิทธิภาพ คือ แผนจะต้องง่าย
5. การผูกมัดตนเอง (commitment) ประกาศให้ทราบถึงแผนการที่กำหนด เพื่อแสดงความยึดมั่นในการทำตามแผนของ การสร้างข้อผูกมัดตนเองเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่จะช่วยให้รู้สึกว่าต้องรับผิดชอบตนเอง ทำให้เกิดความรู้สึกมีคุณค่า การผูกมัดอาจกระทำโดยการเขียนแผนดำเนินการในของหนังสือสัญญาและมีการเซ็นชื่อกำกับ
6. การไม่ยอมรับข้อแก้ตัว ข้อยกเว้นหรือผ่อนผัน (no excuse) ไม่รับฟังข้อแก้ตัว ไม่มีข้อยกเว้นหรือผ่อนผัน หรือเหตุผลในความล้มเหลว ไม่มีการตำหนิ หรือค้นหาข้อผิดพลาด ให้รู้ว่าไม่มีใครที่รับผิดชอบหรือช่วยเขาได้นอกจากตัวเขาเอง
7. การไม่ใช้การลงโทษ (no punishment) การลงโทษไม่ใช่วิธีการที่มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและยังเป็นการส่งเสริมเอกลักษณ์แห่งความล้มเหลว เมื่อไม่สามารถทำตามข้อผูกมัดได้ ต้องยอมรับผลที่ตามมาของการกระทำของเขา และตัดสินใจว่าเขายังคงทำตามข้อมูลผูกมัดหรือไม่
8. การไม่ยอมลมเลิกความตั้งใจ (refuse to give up) บุคคลที่มีเอกลักษณ์แห่งความล้มเหลวมักคิดว่าผู้อื่นจะหมดหวังในตัวเขา ต้องเชื่อมั่นว่าสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้ แม้ว่าจะต้องใช้เวลามากในการพัฒนาพฤติกรรมใหม่ ซึ่งจะมีผลให้เกิดกำลังใจ มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ มีความเชื่อมั่นและรับผิดชอบที่จะดำเนินการตามแผน

ป้ายกำกับ

แสดงเพิ่มเติม