แนวทางในการพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ ของผู้ต้องขังในทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่
โดย พระมหาวิเศษ ปญญาวชิโร, พระครูสมุห์ธนโชติ จิรธมฺโม, แสง จันทร์งาม และ ธัชพล ศิริวงศ์ทอง มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา, 2019
วัตถุประสงค์
1) เพื่อศึกษาความต้องการในการพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ ของผู้ต้องขังหญิง
2) เพื่อสังเคราะห์หลักธรรมในการพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังหญิง และ
3) เพื่อหาแนวทางพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังหญิงตามหลักพุทธธรรม
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่
1) ผู้เชี่ยวชาญทางพระพุทธศาสนา จํานวน15 รูป/คน โดยเลือกแบบเฉพาะเจาะจง
2) ผู้ต้องขังหญิง จํานวน 288 คน โดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบง่าย จากผู้ต้องขังหญิงทั้งหมด 1,151 คน ซึ่งใช้สูตรการคํานวณขนาดของเครซีและมอร์แกน
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
1) แบบสัมภาษณ์ แบบมีโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงพรรณนา
2) แบบสอบถาม ใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการวิเคราะห์ข้อมูล
วิธีดําเนินการวิจัย
1. กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
1.1 กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม คือ ผู้ต้องขังหญิง ในทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ จํานวน 288 คน จากจํานวนทั้งหมด 1,151 คน ใช้สูตรการคํานวณขนาดของเครซีและมอร์แกน (Krejcie & Morgan, 1970) โดยการใช้สุ่มอย่างง่าย
1.2 กลุ่มผู้ให้สัมภาษณ์ คือ ผู้เชี่ยวชาญทางพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย นักวิชาการทาง พระพุทธศาสนา จํานวน 5 รูป/คน พระธรรมกถึก/พระวิทยากรอบรมธรรม จํานวน 5 รูป ภิกษุผู้สําเร็จการ ศึกษาสูงสุดในด้านคัมภีร์พระพุทธศาสนา เปรียญธรรมเก้าประโยค จํานวน 2 รูป และนักศึกษาระดับ ปริญญาโท สาขาวิชาพุทธศาสนาและปรัชญา จํานวน 3 รูป รวมทั้งหมด 15 รูป/คน โดยการเลือกแบบ เฉพาะเจาะจง
2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
2.1 เครื่องมือแบบสอบถาม โดยแบ่งออกเป็น 3 ตอนดังนี้
ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล
ตอนที่ 2 แบบสอบถามปลายปิดเกี่ยวกับความต้องการในการพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์
ตอนที่ 3 แบบสอบถามปลายเปิดเกี่ยวกับแนวทางในการพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์
2.2 เครื่องมือแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง โดยแบ่งเป็นออกเป็น 4 ตอน คือ
ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ให้สัมภาษณ์
ตอนที่ 2 แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับหลักธรรมในการพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์
ตอนที่ 3 แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับปัญหาในการพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์
ตอนที่ 4 แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวทางในการพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์
3. การวิเคราะห์ข้อมูล
3.1 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ เมื่อได้ข้อมูลจากแบบสอบถามแล้วจึงได้ตรวจสอบความ สมบูรณ์ของคําตอบในแบบสอบถาม แล้วลงรหัส บันทึกข้อมูลลงเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผลด้วยการ ใช้โปรมแกรมสําเร็จรูป แล้วทําการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้ทราบถึงความต้องการในการพัฒนาจิตวิญญาณ ความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังหญิง ในทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่
สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม
1. สถิติในการใช้วิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ
2. สถิติในการใช้วิเคราะห์ความต้องการในการพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
3.2 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ จะใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ดังนี้
1. นําข้อมูลที่ผ่านการจัดระเบียบแล้วมาทําการวิเคราะห์เพื่อให้ทราบความเกี่ยวข้อง ความ สัมพันธ์กันระหว่างปัจจัยต่างๆ
2. นําข้อมูลย่อยๆ ต่างๆ ที่ได้คัดแยกและจัดระเบียบแล้วมารวมกันเป็นกลุ่มๆ ตามลักษณะของ ความเกี่ยวเนื่อง สัมพันธ์กัน
3. ตีความ (Interpretation) และสรุปความ (Conclusion) จากข้อมูลที่ค้นคว้ามาเพื่อให้เห็นถึง หลักธรรมในการพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังหญิง
ผลการวิจัยพบว่า
1) ผู้ต้องขังหญิงมีความต้องการในการพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.23 ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.544)
อันดับแรก การพัฒนา จิตวิญญาณตามกระบวนการภาวนามยปัญญา (ค่าเฉลี่ย = 4.27 ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.619)
รองลงมา การพัฒนาจิตวิญญาณตามกระบวนการจินตามยปัญญา (ค่าเฉลี่ย = 4.24 ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.593)
ส่วนการพัฒนาจิตวิญญาณตามกระบวนการสุตมยปัญญา อยู่อันดับสุดท้าย (ค่าเฉลี่ย = 4.19 ความ เบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.614)
2) หลักธรรมในการพัฒนา ได้แก่ ความเมตตาต่อกัน มีความกรุณาต่อกัน แสดงความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี การทําใจให้รับความเป็นจริงได้ ไตรสิกขา อริยสัจ 4 และมรรคมีองค์ 8 ซึ่งเป็นขั้นการเจริญวิปัสสนา หาเหตุหาผล และ
3) ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนวทางในการพัฒนาไว้ว่า วิธีการ ที่ทําให้ผู้ต้องขังไม่โศกเศร้าในอดีตอันเจ็บปวดที่ผ่านมา ควรสอนเน้นเห็นคุณค่าในชีวิต โดยจัดพระสงฆ์ไป อบรมธรรมะเน้นการฟังเกี่ยวกับบาป บุญ คุณ โทษให้มาก
สรุปผลการวิจัย
1. ผู้ต้องขังหญิง มีความต้องการพัฒนาจิตวิญญาณตามกระบวนการสุตมยปัญญา อยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ยรวม (X–) = 4.19 และมีความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.614 อันดับแรก การพัฒนาความรู้ และเป็นแบบอย่างที่ดี มีความต้องการพัฒนาจิตวิญญาณตามกระบวนการจินตามยปัญญาอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยรวม (X–)=4.24 และมีความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)=0.593 อันดับแรก การพัฒนาแนวคิดให้ เห็นถึงคุณค่าที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีความต้องการพัฒนาจิตวิญญาณ ตามกระบวนการภาวนามยปัญญา อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยรวม (X–)=4.27 และมีความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)=0.619 อันดับแรก การพัฒนา การเจริญแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ การพัฒนาการนั่งสมาธิ เจริญจิตภาวนา
2. หลักธรรมในการพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังหญิง ได้แก่
พรหม วิหาร 4 ความเมตตาต่อกัน มีความกรุณาต่อกัน แสดงความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี ถ้าแก้ไขไม่ได้ทําใจให้รับความ เป็นจริงได้
ฆราวาสธรรม 4 มีความซื่อสัตย์ รู้จักฝึกปรือจนเกิดความชํานาญ รู้จักอดทน มีจิตอาสาเสียสละ ประโยชน์ของตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เมื่อได้ฟังสิ่งใดมาควรตริตรองให้ดี จะช่วยให้ผู้ต้องขังหญิงไม่หดหู่ใน สิ่งที่ผ่านมาสามารถที่จะพัฒนาใจตนเองให้สู่ชีวิตต่อไปได้อีก การที่จะปลูกจิตสํานึกให้รู้ถึงคุณค่าของการเกิด มาเป็นคนก็จะต้องให้รู้อย่างลึกซึ้งถึงหลักธรรม หิริ ความละอายแก่ใจ โอตตัปปะ ความเกรงกลัว ฟังและมี การปฏิบัติตามหลักธรรมนี้ หรือหลักธรรมอื่นตามความเหมาะสม
การเรียนรู้จนเข้าใจถึงโลกธรรม 8 มียศ ยศก็เสื่อมได้ มีลาภ ลาภก็เสื่อมได้ มีสรรเสริญได้ นินทาก็มีได้ บางครั้งก็สุข บางครั้งก็ทุกข์ มันเป็นธรรมดา ควรรู้อย่างยิ่งก็คือ เบญจศีล เบญจธรรม ธรรมมีอุปการะ 2 ก็มีความสําคัญเหมือนกัน สติสัมปชัญญะ จะรู้ตัวว่าทําอะไรกัน ดีหรือไม่ อย่างไร การพิจารณามรณานุสติ และ
อนุสติ 10 ประการ ไม่ว่าจะเป็น พุทธานุสติ ธรรมานุสติ สังฆานุสติ เคยได้ยินบ่อยๆ คือ การภาวนา พุทโธ พุทโธ ให้เขามีสิ่งยึดเหนี่ยวใน จิตใจให้ได้ ทําให้จิตใจสงบ เห็นใจผู้อื่น ปรารถนาแผ่ความสุขแก่สรรพสัตว์ เพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย จะได้ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ทําทุกขณะจิตได้ยิ่งดี
การพัฒนาจิตวิญญาณตามหลักไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยงไม่ทน และไม่แท้ของสรรพสิ่ง เพราะสรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยงแท้แม้ชีวิตที่อยู่นี้ แม้เป็นชีวิตที่ยาก ลําบาก แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หากกระทําแต่กรรมดี เพื่อให้เขาได้นําไปปฏิบัติใช้กับชีวิตว่าสิ่งไหนควร สิ่งไหนไม่ควรดํารงชีวิตประจําวันไปในแนวทางของศีล สมาธิ ปัญญา โดยศึกษาเป็นขั้นตอน เริ่มจาก ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรคมีองค์ 8 ซึ่งเป็นขั้นการเจริญวิปัสสนา หาเหตุหาผล
3. แนวทางในการพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ โดยใช้วิธีการที่ทําให้ผู้ต้องขังไม่โศก เศร้าในอดีตอันเจ็บปวดที่ผ่าน ควรสอนเน้นเห็นคุณค่าในชีวิต ส่งเสริมให้มีงานทําประจําให้ลืมความเลวร้ายที่ ยังฝังอยู่ในจิตใจ โดยจัดพระสงฆ์ไปอบรมธรรมะเน้นการฟังเรื่องบาปบุญ คุณ โทษให้มาก เน้นทําดีได้ดี ทําชั่วได้ชั่ว แนวคิดที่จะต้องมีธรรมะเป็นพื้นฐานในการดําเนินชีวิตการเริ่มต้นใหม่คือแนวทางที่จะช่วย บรรเทาได้ ลืมสิ่งเก่าๆ ฟังสิ่งที่สร้างสรรค์ อ่านเรื่องที่มีประโยชน์ ประเทืองปัญญาถ้ามีความทุกข์ทางใจให้ ออกกําลังกาย ไม่ว่าจะเป็นเต้นแอโรบิก เล่นโยคะ เปลี่ยนที่นอน ร้องเพลง เล่นดนตรี รับประทานวิตามิน ดูหนังตลก ถ้ามีความทุกข์กาย ให้ทําใจยอมรับความจริงให้ได้ สิ่งเหล่านี้ต้องทําควบคู่กับการฟังเทศน์ ฟังธรรม สวดมนต์ การดําเนินชีวิตโดยตั้งสติ ในขณะทํา ขณะพูด ขณะคิด ทําให้เห็นคุณค่าของชีวิตของตัว เองมากขึ้น รับฟังความคิดเห็นของครูบาอาจารย์ หรือผู้มีพระคุณ ที่มีความหวังดีต่อเรา เมื่อท่านแนะนําดี ควรนําไปปรับใช้ในชีวิตได้
อภิปรายผลการวิจัย
1. จากผลการวิจัยพบว่า ผู้ต้องขังหญิง
มีความต้องการพัฒนาจิตวิญญาณตามกระบวนการสุตมย ปัญญา อยู่ในระดับมาก เป็นต้นว่า การพัฒนาความรู้และเป็นแบบอย่างที่ดี การพัฒนาการสร้างความเข้าใจ เหตุผล คุณค่าของหลักธรรม การพัฒนาสติปัญญาจากการศึกษาเล่าเรียน การพัฒนาการอ่านหนังสือ เรียนรู้ ความรู้ใหม่ และ การพัฒนาการดําเนินชีวิตตามทํานองคลองธรรม
มีความต้องการพัฒนาจิตวิญญาณตาม กระบวนการจินตามยปัญญา อยู่ในระดับมาก เป็นต้นว่า การพัฒนาแนวคิดให้เห็นถึงคุณค่าที่ได้เกิดมาเป็น มนุษย์ การพัฒนาวิธีคิดสร้างความสุขอยู่กับปัจจุบัน การพัฒนาความคิดใคร่ครวญด้วยสติปัญญา การพัฒนา วิธีคิดในการแก้ปัญหา และ การพัฒนาแนวคิดพิจารณาหาเหตุผล ตามลําดับ และ
มีความต้องการพัฒนาจิต วิญญาณ ตามกระบวนการภาวนามยปัญญา อยู่ในระดับมาก เป็นต้นว่า การพัฒนาการเจริญแผ่เมตตาแก่ สรรพสัตว์ การพัฒนาการนั่งสมาธิ เจริญจิตภาวนา การพัฒนาการฝึกควบคุมจิตใจไม่ให้ติดอยู่กิเลส ตัณหา การพัฒนาการปล่อยวางจิตเพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์ และการพัฒนาการฝึกจิตให้มีสติทุกย่างก้าว ตามลําดับ ความต้องการของผู้ต้องขังหญิงในการพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์เป็นส่วนของความ ต้องการที่เป็นส่วนกุศลเป็นสิ่งที่ดี เป็นไปตามความหมายของ “ฉันทะ” เป็นสภาพธรรมที่พอใจใคร่ที่จะ กระทํา เป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิตได้ทุกชาติเลย ขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดกับจิตประเภทใด ถ้าเกิดกับจิตที่เป็น กุศล ก็เป็นกุศล ถ้าเกิดกับจิตที่เป็นอกุศลก็เป็นอกุศล ถ้าเกิดกับจิตชาติวิบาก ก็เป็นชาติวิบาก ถ้าเกิดกับจิต ชาติกิริยา ก็เป็นกิริยา ในขณะที่มีการเจริญกุศลประการต่างๆ ในชีวิตประจําวัน ให้ทานบ้าง รักษาศีลบ้าง ฟังพระธรรมบ้าง ศึกษาพระธรรมบ้าง อย่างนี้ มีฉันทะ ที่เป็นไปในทางที่เป็นกุศล เป็นผู้ไม่ทอดทิ้งฉันทะใน การเจริญกุศล ผู้ต้องขังหญิงมีเหตุผลแสดงความต้องการของตนเองที่จะพัฒนาจิตวิญญาณให้ดีขึ้นทั้งนี้ทั้งนั้น สภาพความคิดของแต่ละคนแตกต่างกันไปบ้าง ฉะนั้นต้องพินิจพิจารณาให้เหตุผลความเป็นธรรมชาติความ เป็นมนุษย์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (Wonganutararoch, 1998) ที่ได้กล่าวไว้ ว่า มนุษย์มีธรรมชาติของความเป็นผู้มีเหตุผลและการใช้อารมณ์ บุคคลที่ถูกมองว่า เป็นผู้มีเหตุผลเหมือน คอมพิวเตอร์ที่มีชีวิต คนเป็นผู้มีระบบในการรวบรวมข่าวสารตามที่ต้องการ สามารถวิเคราะห์งานได้ละเอียด และระมัดระวัง สามารถชั่งน้ําหนัก และประเมินสถานการณ์และรวมถึง ความมีเหตุผลในการใช้ความคิด มนุษย์เป็นผู้มีเหตุผลในกระบวนการของข่าวสารในแนวคิดที่ตรงข้ามมนุษย์เป็นผู้ใช้อารมณ์ หรือมนุษย์เป็น ผู้ใช้อารมณ์หลากหลายบางคนก็ควบคุมตนเองไม่ได้และขาดสติ จิตไร้สํานึกของบุคคลเต็มไปด้วยความคับ ข้องใจซึ่งมีผลมาจากประสบการณ์ในวัยเด็ก คือ มีการคิดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเหมือนกับพ่อกับลูก ถึงผู้ต้องขังหญิงอาจมีประสบการณ์ในการดําเนินชีวิตจะแตกต่างกัน แต่ทุกคนล้วนต้องการมุ่งที่จะพัฒนา ตนเอง ซึ่งเป็นไปตามหลักธรรม “อัตตสัมปทา” (Thai Tripitakas, 19/133/36) ซึ่งมีคําอธิบายไว้ว่า การมุ่ง มั่นฝึกตนจนเต็มสุดภาวะที่ความเป็นคนจะให้ถึงได้ คือ ระลึกอยู่เสมอถึงความจริงแท้แห่งธรรมชาติของ มนุษย์ผู้เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ และต้องฝึก ซึ่งเมื่อฝึกแล้วจะประเสริฐเลิศสูงสุดแล้วตั้งใจฝึกตนจนมองเห็นความ ยากลําบากอุปสรรคและปัญหา เป็นดุจเวทีที่ทดสอบและพัฒนาสติปัญญาความสามารถ มีจิตสํานึกในการ พัฒนาตนยิ่งขึ้นไป จนเต็มสุดแห่งศักยภาพ ด้วยการพัฒนาที่พร้อมทุกด้าน ทั้งพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา
สอดคล้องกับหลักแนวคิดของศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี (Human Rights information Center, 2006) ที่ได้สรุปถึงสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกายไว้ว่า เป็นสิทธิตามธรรมชาติที่เป็นสิทธิมนุษยชน ซึ่งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กําหนดความสัมพันธ์ระหว่างการใช้อํานาจรัฐกับสิทธิเสรีภาพในชีวิต และร่างกายไว้ว่า การปฏิบัติต่อนักโทษผู้กระทําความผิด รัฐหรือองค์กรของรัฐจะปฏิบัติต่อนักโทษเหมือน มิใช่มนุษย์ เช่น ปฏิบัติเยี่ยงสัตว์ หรืออย่างทาสมิได้ เพราะสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย เป็นหลัก ขั้นพื้นฐานอันสําคัญที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติคุ้มครองมิให้มีการปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์เช่นนั้น เมื่อมีการปฏิบัติ ตามสิทธิมนุษยชนอันเป็นพื้นฐานตามธรรมชาติ อันเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ต้องขังหญิง ได้ เป็นไปในทิศเดียวกันกับงานวิจัยของ สุเมธ พีระพล (Perapon, 2002) ที่ได้วิจัยเรื่อง “จุดจบของ จิตใต้สํานึกความเป็นมนุษย์” ผลของการวิจัยพบว่า สภาพจิตใจของมนุษย์นั้น เป็นสิ่งที่แปรเปลี่ยนได้ ด้วยปัจจัยและมูลเหตุต่างๆ ในสภาวะต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตของมนุษย์ผู้นั้น จึงเอาสาระตรงนี้มาเป็นแนวคิด ในการทํางาน เนื่องจากสภาพสังคมปัจจุบันมีสิ่งยั่วยุต่างๆ เกิดขึ้นมากมายในสังคม ทั้งที่เป็นไปในทางที่ดี และไม่ดี โดยมีรูปแบบที่หลากหลาย และแปลกประหลาดมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทําให้สภาพ จิตใจของ มนุษย์อ่อนไหวไปตามกระแสเหล่านั้นได้ง่าย และทําให้มนุษย์ไม่เข้าใจ และรู้ซึ้ง ถึงคุณค่าที่แท้ที่ จิตใจต้องการ ดังนั้นในผลงานชุดนี้จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะชี้ให้เห็นถึงอันตราย อันเกิดจากการใช้ชีวิต ตามกระแสมากเกินไป ซึ่งอาจจะทําให้เพื่อมนุษย์ตระหนักถึง สาระ คุณค่าของชีวิต และจิตใจที่แท้จริง เพื่อที่จะดําเนินชีวิตไปในวิถีทางที่ถูกต้อง และดีงามสืบไป 2. จากการสังเคราะห์หลักธรรมการพัฒนาจิตวิญญาณตามกระบวนการสุตมยปัญญา พบว่า ศีล เป็นพื้นฐานที่ดีที่สุดของมนุษย์ ไม่ว่าคนจะอยู่ที่ไหนก็ตามสามารถที่จะนําศีลมาประพฤติได้ เมื่อรักษาศีล ให้สมบูรณ์แล้วจิตใจก็จะสงบมากขึ้น มีความสุข เมื่อมีความสุข คนรอบข้างก็พลอยมีความสุขไปด้วย รู้จัก การคบบัณฑิต คือ มีกัลยาณมิตรที่จะคอยชักนํา ชี้แนะแนวทางในการประพฤติตนและการดํารงตนอยู่ใน สังคมอย่างมีความสุข เพื่อให้รู้ว่า การดําเนินชีวิตประจําวัน ต้องรู้จักให้รู้จักเสียสละ การพูดเจรจาปราศรัย เป็นไปเพื่อความสร้างสรรค์ ไม่หยาบคาย ไพเราะอ่อนหวาน ทําแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ทําตัวสบายๆ เสมอ ต้นเสมอปลาย เป็นไปตามหลักธรรม “สีลสัมปทา” (Thai Tripitakas, 19/129/36) ซึ่งมีความหมายว่า การมีวินัยเป็นฐานของการพัฒนาชีวิต คือ รู้จักจัดระเบียบความเป็นอยู่กิจกรรมกิจการและสิ่งแวดล้อมให้ เอื้อโอกาสแก่การพัฒนาชีวิต อย่างน้อยมีศีลขั้นพื้นฐาน คือ มีพฤติกรรมที่ถูกต้องในความสัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อมทางสังคม ด้วยการอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์อย่างเกื้อกูลไม่เบียดเบียนกัน และในความสัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อมทางวัตถุด้วยการกินใช้ปัจจัย 4 ตลอดจนอุปกรณ์เทคโนโลยีทั้งหลาย ในทางที่ส่งเสริมคุณภาพ ชีวิต เกื้อหนุนการศึกษา การสร้างสรรค์ และระบบดุลยสัมพันธ์ของธรรมชาติ สอดคล้องกับแนวคิดของ พรจันทร์ สุวรรณชาต (Suwunchart, 1991) ที่ได้อธิบายถึงจิตวิญญาณในมิติด้านพฤติกรรม ไว้ว่า สิ่งที่ แสดงออกมาจากความเชื่อทางจิตวิญญาณของแต่ละคน แต่ละบุคคลมีเอกลักษณ์ของตนเองที่ไม่เหมือนใคร ต่อสู้เพื่อทุกสิ่งของตนเอง และรับผิดชอบที่จะเลือกทางเดินชีวิต คนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มิอาจแยกอยู่ตามลําพังได้ ทุกคนจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม (ทั้งภายในและภายนอก) วิธีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมได้รับ อิทธิพลจากสังคม และประสบการณ์ในอดีต ผู้ซึ่งแสวงหาวิธีการที่ทําให้ตนเองสามารถผสมผสานกลืนกับสิ่ง แวดล้อมได้อย่างดี โดยที่แต่ละระบบของร่างกาย เช่น หัวใจหลอดเลือด ทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร กล้ามเนื้อกระดูก ผิวหนัง ต่างก็ทําหน้าที่แตกต่างกันไป แต่ก็มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน การดูแลบุคคล จําเป็นต้องเข้าใจองค์ประกอบของชีวิต และให้การดูแลองค์ประกอบต่างๆนั้นไปพร้อมๆ กันไม่ว่าจะเป็นองค์ ประกอบด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและ จิตวิญญาณ
3) จากข้อเสนอแนวทางในการพัฒนาจิตวิญญาณ พบว่า การที่จิตใจของผู้ต้องขังเศร้าหมองสาเหตุ มาจากการคิดถึงแต่เรื่องราวในอดีต แต่อดีตมันเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว การระลึกถึงกรรมชั่วที่ตนเองได้กระทํา ไว้ทําให้จิตฟุ้งซ่าน ความไม่พร้อมของร่างกาย ความเจ็บไข้ได้ป่วย ปวดหลัง ปวดเอว ปวดแข้ง ปวดขา และ ความไม่พร้อมของจิตใจไม่ว่าจะเป็นความเกียจคร้าน ขาดความศรัทธา ไม่เชื่อมั่นในพระรัตนตรัย การพัฒนา ที่สําคัญ คือ พัฒนาที่ข้างในจิตใจซึ่งจะนําไปสู่กระบวนการคิดและออกมาในรูปแบบการกระทํา ประเด็นอยู่ ที่ว่าพัฒนาข้างในควรจะทําอย่างไร สร้างเสริมความคิดได้อย่างไร นี้คือประเด็นปัญหาที่ต้องช่วยกันคิดหา แนวทาง ให้เหมาะกับผู้ต้องขัง ควรใช้สติควบคุมความรู้สึกคิดไตร่ตรอง การคิดหาเหตุผล พิจารณาสิ่งต่างๆ อย่างแยบยล ให้ทํากิจกรรมอะไรบางอย่างที่ส่งเสริมให้คนมีความคิดใคร่ครวญ ด้วยสติปัญญา ให้เรียนหนังสือเพิ่มเติม แสวงหาความรู้ในสิ่งที่มนุษย์ควรจะรู้ การแสวงหาความรู้เพิ่มเติมด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เช่น การอ่านหนังสือ คิดอย่างมีเหตุมีผลและมีสติ มีความสุขอยู่กับปัจจุบัน ทําความเข้าใจโดยใช้สติปัญญา ใคร่ครวญ เป็นกระบวนการพัฒนาจิตวิญญาณ เป็นสิ่งสําคัญประการหนึ่งของสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (Toniti, 2015) โดยการผสมผสานของกาย จิต วิญญาณ และสังคม ซึ่งไม่สามารถแยกออกจากกันได้ แต่บางครั้งการปฏิบัติงานของพยาบาลก็อาจละเลยภาวะทางจิตวิญญาณของผู้รับบริการไป หรือกระทําไป โดยไม่เจตนา เช่น การตัดสายสิญจน์จากข้อมือผู้ป่วยออกก่อนส่งห้องผ่าตัด การเก็บพวงมาลัยหัวเตียงผู้ป่วย ทิ้งเพื่อรักษาความสะอาดของสิ่งแวดล้อมโดยไม่ได้คํานึงถึงความเชื่อและศรัทธาของผู้ป่วย หรือบางครั้ง พยาบาลอาจจะละเลย หรือประเมินเพียงว่าผู้ป่วยนับถือศาสนาพุทธโดยไม่ได้ซักถามข้อมูล ความเชื่อหรือ ภูมิหลังก่อน แล้วสรุปเองว่าเขาน่าจะมีหลักธรรมตามศาสนาพุทธ จากการศึกษาการใส่ใจดูแลสุขภาวะด้าน จิตวิญญาณในผู้ติดยาเสพติด ซึ่งการดูแลใส่ใจด้านจิตวิญญาณที่ศึกษา ได้แก่ ความมีสติ การเพิ่มความรู้สึก ทางบวกต่อตนเอง การวางเป้าหมายของชีวิต อัตราพฤติกรรมการเลิกสารเสพติดในกลุ่มนี้สูงขึ้น และมีความ พึงพอใจในชีวิตสูงขึ้น ความเชื่อและการปฏิบัติที่เข้าถึงจิตวิญญาณของผู้ติดแอลกอฮอล์ จะช่วยลดความรู้สึก ทุกข์ทางใจลงได้ และการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ เช่น การทําสมาธิ การอ่านพระคัมภีร์ การสวดมนต์ มีผล ต่อสุขภาพ ทําให้เกิดการตอบสนองแบบผ่อนคลายและการตอบสนองแบบผ่อนคลายจะทําให้เกิดผลต่อ สรีระ มีการลดลงของกระบวนการเผาผลาญ การหายใจช้าลง ความดันโลหิตลดลง ความตึงตัวของกล้าม เนื้อลดลง หัวใจเต้นช้าลง คลื่นสมองแบบช้าเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีปัญหาด้าน สุขภาพจิต ก็ยังให้ความสําคัญต่อการได้รับการประคับประคองด้านจิตวิญญาณอย่างมากอีกด้วย
ข้อเสนอแนะ
1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
1.1 ควรกําหนดเป็นนโยบายในการฝึกอบรมธรรมแก่ผู้ต้องขังหญิง โดยเน้นการปฏิบัติธรรม ฝึกกรรมฐานนั่งสมาธิเจริญจิตภาวนา มากกว่าภาคทฤษฎี เพื่อช่วยให้เกิดความตระหนักถึงบาป บุญ คุณ โทษ และทําให้จิตสงบได้มากกว่า ควรกําหนดเป็นยุทธศาสตร์การอบรมธรรมแก่ผู้ต้องขังหญิง โดยกําหนด เป้าหมายหลัก คือ ผู้ต้องขังหญิงต้องตระหนักถึงคุณค่าของการเกิดมาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิต วิญญาณ
1.2 ควรมีนโยบายในการฝึกระเบียบวินัยในการยืน เดิน นั่ง นอน อย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการ เรียนด้านสุจริตธรรม ฝึกให้ผู้ต้องขังรู้ตัวว่า ขณะนี้ กําลังทําอะไร กําลังพูดอะไร กําลังคิดอะไร บนพื้นฐาน ของกายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต
1.3 ควรกําหนดเป็นนโยบายในการสร้างสถานที่อบรมศีลธรรมในทัณฑสถานหญิง ให้บรรยากาศ เหมือนวัด มีการสวดมนต์ นั่งสมาธิ ทุกวัน ส่วนในวันพระกําหนดให้มีสมาทานศีล การแสดงธรรมเทศนา เจริญภาวนา
2. ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัย
ข้อเสนอแนะสําหรับการวิจัยต่อไปมีดังนี้
2.1 ควรวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการขัดเกลาจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ผู้ต้องขังหญิง
2.2 ควรวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาตนเองของผู้ต้องขังหญิง
2.3 ควรทําวิจัยเกี่ยวกับคุณค่าของความเป็นมนุษย์ในอุดมคติของผู้ต้องขังหญิง
2.4 ควรทําวิจัยเกี่ยวกับกลยุทธ์การพัฒนาคุณธรรมผู้ต้องขังหญิง
2.5 ควรทําวิจัยเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การพัฒนาการเรียนรู้ของผู้ต้องขังหญิง
แนวคิด
กระบวนการพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ ตามกระบวนการพัฒนาหลักการของปัญญา 3 ประการ คือ
สุตมยปัญญา เป็นการศึกษาเล่าเรียน ค้นคว้าให้ เข้าใจในหลักการ เหตุผลและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ จากประสบการณ์ผู้อื่นโดยการฟัง การถามและการ อ่านจากแหล่งข้อมูลต่างๆ
จินตามยปัญญา เป็นการใช้สติสัมปชัญญะเฝ้าดู วิเคราะห์ วิจัยปรากฏการณ์ ภายในของอิริยาบถต่างๆ เพื่อให้เห็นความเป็นไปของสรรพสิ่งตามความเป็นจริง และ
ภาวนามยปัญญา เป็นการฝึกฝน ควบคุม และบังคับจิตใจให้มีพลัง สดใส แช่มชื่น คล่องแคล่ว ว่องไว แน่วแน่
ซึ่งมีขบวนการพัฒนาอย่างเป็นระบบ อันจะเป็นแนวทางในการสร้างสํานึกให้ผู้ต้องขังเห็นคุณค่าของการเกิดมาเป็นมนุษย์ โดยการฟื้นฟู ปลุกปลอบ ประคองจิตใจอันแห้งผาก เศร้าหมอง ขุ่นมัว อันเกิดจากความผิดด้านความคิด (Peuchthonglang & Peuchthonglang, 2019) ในอดีตที่ผ่านมา
เมื่อได้เห็นประจักษ์ถึงคุณค่าของตน ก็จะสามารถสร้างจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ก็ทําได้ง่าย อันเป็นส่วนสําคัญในการสร้างเสริมการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์อันเป็นสิ่งมีคุณค่ายิ่งตามที่สังคมและประเทศชาติต้องการ